คงเพราะว่างเกินไป...

ตั้งแต่สอบเสร็จมานี่...ความรู้สึกก็ขึ้นลงแปลกๆ

มันโล่งใจ... แต่ก็กังวล

มันว่าง... แต่ก็ไม่เอาเวลาไปทำเรื่องที่อยากทำ

ได้แต่ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

ได้แต่คิดว่า ทำไมตอนที่ไม่ควรทำเรื่องเพื่อความสนุกในช่วงนั้น เราก็กลับทำตามใจตัวเอง

พอถึงเวลาที่อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ มีเวลาเหลือเฟือเต็มที่แล้ว

...เรากลับไม่รู้สึกอยากทำมันเลย...

ไม่อยากคิดมาก... แต่ก็คิดมาก กังวล ตีตนไปก่อนไข้

เรียกง่ายๆว่า เริ่มฟุ้งซ่านแล้ว

ทั้งที่ความจริงเราก็เพิ่งหยุดจริงๆไม่กี่วัน

แต่พอเวลาอยู่เฉยๆ แล้วมองคนที่ยังคงเคลื่อนไหวทำสิ่งต่างๆอยู่

ทำไมเรามันว่างและไร้ค่าได้ขนาดนี้

เมื่อไหร่เราจะสามารถเป็นที่พึ่งให้กับคนที่รักเราได้

เห็นคนที่เหนื่อยเพื่อเรา...ในขณะที่เรายังมัวแต่หลงใหลไปกับสิ่งต่างๆ
จนลืมนึกถึงคนสำคัญข้างๆตัวเราไป

คิดแบบแก่แดดว่าตัวเองโต... แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้โตขึ้นเลย
คิดว่าตัวเองพึ่งตัวเองได้... แต่ความจริงแล้วก็ยังต้องการคนหนุนหลังสนับสนุน

และสุดท้าย คิดอยู่เสมอว่า... อยู่คนเดียวไม่ได้ และไม่อยากอยู่คนเดียว



คงจะว่างมากเกินไปจริงๆ...

บันทึกโค้งสุดท้ายเด็กมอปลาย...ยังชิลได้อีก

เขียนไว้เป็นบันทึก...สัปดาห์สุดท้ายของการเรียนในเตรียมอุดม

สามปีมันไวจริงๆ

วันจันทร์ - วันระบาย
เมื่อวันจันทร์พวกเพื่อน (ในที่นี้คือไอน้ำและเยนลี่) เกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้
คาดว่าคงจะคุยกันเรื่องราวในโรงเรียนเป็นการรำลึกความหลังก่อนจบ

เลยร้องไห้กันใหญ่เลย.....

เราก็ไม่ได้ร้องไห้ตามหรอก (ยังไม่ถึงเวลา) แต่ก็ได้นั่งๆฟังเรื่องที่พวกนั้นคุยกันบ้าง

และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังข้อเสียของตัวเองจากเพื่อนที่นี่

เราเองก็รู้ตัวว่าพูดมาก และอาจจะทำให้คนอื่นรำคาญ
รวมไปถึงนิสัยชอบพูดภาษาญี่ปุ่นของเราด้วย

ข้อแรกเนี่ย รู้สึกเสียใจแล้วก็อยากปรับปรุงอย่างแรงเลยล่ะ
แต่ข้อสองเนี่ย... มันจำเป็นสำหรับเรานะ...เราว่า

เพราะถ้าเราไม่พูดเลย เราก็จะจำศัพท์/รูปประโยคไม่ได้นะสิ

มันก็นะ... เราก็ดีใจที่มีคนบอก จะได้ย้ำให้เรารู้ตัวแล้วก็แก้ไข
ส่วนใครจะหมั่นไส้ หรือว่ารำคาญเรา...ก็คงจะไปห้ามเขาไม่ได้

อื้ม...จะว่าเสียเซลฟ์ก็เสียไปพอสมควรเลย
เราเองก็เป็นคนอย่างที่เพื่อนว่าแหละ ชอบพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา
จนบางทีก็ไม่ได้ฟังคนอื่นสักเท่าไหร่

เราเองก็รู้ตัวนะ.....จริงๆ

เราก็อยากรู้ข้อดีของเราเหมือนกันนะ - จะได้เป็นกำลังใจให้ทำอย่างนั้นต่อไป

หวังว่าจะเป็นผู้ใหญ่ดีๆได้ในเร็ววัน

วันอังคาร - อ้วกสั่งลา
ตอนเช้ากินผัดขี้เมาที่น้าจุ๋มทำ (ใส่เนื้อกับเห็ด) ปรากฎว่าคลื่นไส้พะอืดพะอมตลอดการเดินทางไปโรงเรียน
ระหว่างเรียนอาการก็ค่อนข้างแย่ พยายามหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร

ที่สันนิษฐานคือ
1.เสื้อในคับ?
2.นอนน้อย?
3.แพ้เห็ดในผัดขี้เมา???

จนคาบสอง (สุขศึกษา) สามี (ตูน) ก็พาเราไปห้องพยาบาลที่ตึกหนึ่ง
ปรากฏว่า อาจารย์ไปแบงค์ที่สยาม -0-||

สุดท้ายเลยพากันเดินไปห้องพยาบาลตึก 55
ปรากฏว่า อาจารย์ก็ไม่อยู่ _0_||

แต่ว่านั่งรอสักพักอาจารย์ก็มา...
ปรากฏว่า ไม่มียาค่ะ กินน้ำหวานไปละกันนะ เพิ่มกลูโคส...

ก็ได้ค่ะ

เดินกลับมาที่ตึก อาการดีขึ้นนิดนึง นั่งเรียนอังกฤษกับอาจารย์สาวๆ
(รู้สึกชื่อสุกานดา? สุกันยา? สักอย่าง) ก็โอเคดีจนใกล้จบคาบ

มันมาอีกแล้ว...

คราวนี้รุนแรงมากจนบอกตูนว่าจะไปล้วงเอาออกแล้ว
ตูนก็ใจดีมากกกก พยุงจะพาไปห้องน้ำ

ปรากฏว่า ไปถึงแค่หน้าห้องพักครู ตรงโถงชั้นสองของตึกสอง

ตูนนนนน ไปเอาถุงให้ด่วนนนนนนนนน

แล้วก็ปล่อยมันตรงหน้าห้องพักครูนั่นเอง......

แหวะ

อื้ม จะกี่ครั้งมันก็ไม่โสภาจริงๆ

ประสบการณ์อ้วกครั้งแรกในชีวิตก็คือวันแรกที่มาโรงเรียนตอนป.1ที่เขมะฯ
แล้วก็มาอ้วกสั่งลาตอนวันเกือบสุดท้ายของม.6ที่เตรียมฯ
อื้ม...

วันพุธ - วันบ้าอะไรวะ?
วันนี้ดูท่าจะเป็นวันที่คนมาเยอะที่สุดแล้วล่ะ (ทั้ง 155 และ 156)
เรื่องเรียนคงไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทุกคนมา คาดว่าน่าจะมาเก็บของกันมากกว่า

ก่อนพักเที่ยงแนตตี้และผองเพื่อนเดินเข้ามาพร้อมกับพิซซ่าหกกล่อง
(ขอได้รับความอุปการะคุณจากคุณแม่ขอแนตตี้ ขอบพระคุณมากค่ะ)
ก็ปาร์ตี้พิซซ่าเฮฮาบ้าบอกันไป พิซซ่าก็รสชาติเหมือนเดิมแหละ อร่อยดี
แต่ว่าบรรยากาศทำให้อร่อยขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ^.^
เสียดายกุ้งของเกดแก้วมาก เลยมีอันต้องกลายเป็นเสบียงของมดประจำตึกไป...

ต่อจากนั้นคาบห้า (หลังพักเที่ยง) มีวิชาญี่ปุ่น
ก็ออกไปพูดหน้าห้องเรื่องความคิดต่อโรงเรียน
ลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรซะหน่อย (คาดว่าคงผิดแกรมม่าตรึม)

皆さん、こんにちは。ノパパットです。
今日 この学校への思いについて 話したいと思います。
ここに入った時、ひとりぼっちで、さびしかった。
元の学校に戻りたいくらいです。
でも、2年に 友だちができて、学校が楽しくなりました。
うれしいこと、悲しいこと、楽しいこと、辛いことは重ねて、
いまいい経験になりました。
それは大人になれるに必要だと思っています。
それに、いつもそばにいる友だちの大切さを感じて、すごく嬉しかったです。
みんなに出会えて、本当によかった。
先生、いろいろ迷惑かけて、すみませんでした。
そして、ありがとうございました。

มั่วมากกกครับพี่น้องงง

เอาเถอะนะ ก็พูดหน้าห้องไปเรียบร้อย
แล้วก็ได้ยินเสียงเพลงจากห้อง 155 มาเรื่อยๆ
ห้องนั้นดูจะเฮฮา เอนเตอร์เทนกว่าห้องเราเยอะเลยนะเนี่ย
ก็ห้องเรามันมาจิเมะ(จริงจัง)อ่ะนะะ

พอคาบหกอังกฤษกับอ.พวงกนก เป็นอาจารย์ที่แปลก(สำหรับเรา)มาก
ตอนแรกไม่ชอบเค้าสุดๆ แต่พอยิ่งเรียนไปก็ยิ่งชอบ...ฮาดี (ปู้วว~)
แกสอนจนหยาดหยดสุดท้ายจริงๆ สุดยอดคุณครู!
เรื่องจดหมาย recommend เนี่ย...
หลายครั้งที่ครูเค้าก็มีความตั้งใจอยากทำอะไรต่างๆนานาให้พวกเราที่เป็นลูกศิษย์
แต่มันก็ต้องมีเวลาที่เขาไม่สะดวกด้วยเหตุบางอย่างบ้าง
จะว่าครูเค้าใจร้าย ตัวเองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันนั่นแหละนา

พอหลังจากหมดคาบเลิกเรียน ก็วนไปวนมาระหว่างสองห้อง
บรรยากาศต่างกันสุดๆ
155 - เล่นกีตาร์ เฮฮาพูดคุย ถ่ายรูปกันตามประสา
156 - อ่านหนังสือกันเงียบๆ คุยกันบ้างเล็กน้อย

อื้มนะ...

สรุปฉันจะไปจนวันสุดท้ายเลยใช่ไหม??

โอเคย์~ ไปอยู่เป็นเพื่อนบิวละกันเนาะ

君に贈るよ Happy Birthday...

翔くん!

お誕生日おめでとう!

จากที่เคยว่าสารพัด
ตอนนี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเรียน (และเกเรียน) ไปเสียแล้ว


เรียกว่า...เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อเรามากทีเดียว

พอมานั่งนึกดูเราก็ชอบมาได้ยังไงตั้งห้าหกปี
แถมความนิยมแรงดีไม่มีตกอีกต่างหาก
อาจเพราะถ้าเราชอบเขาเพราะแค่เป็นนักร้อง เป็นดาราแล้ว คงไม่นานขนาดนี้
แต่เพราะเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเรา สมกับคำว่า "ไอดอล" จริงๆ

(อ้อ แต่ก็ต้องไม่ลืมสุดยอดการตลาดของคุณจ้อนนี่)

ในเมื่อเขาก็กำลังพยายาม ทั้งเรื่องงานและเที่ยวเล่นให้เต็มที่ทั้งสองทางแล้ว
เราก็จะพยายามทำให้ได้เหมือนกัน!

ขอบคุณที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้
ขอบคุณ...



ปล. ขอเอาชื่อเพลง Birthday Song ของ orange pekoe มาเป็นชื่อหัวข้อ
เพราะว่าเนื้อหาไปด้วยกันได้ อิอิ

気づいたら、独りぼっち...

เป็นอารมณ์ที่มาเป็นระลอกๆ

แล้วเดือนนี้ก็เริ่มออกอาการแล้ว


รำคาญคน แต่ไม่อยากอยู่คนเดียว

อยากทำอะไรด้วยตัวเอง

แต่สุดท้ายกลับรู้สึกกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว

เวลาที่รู้สึกตัวอีกที ก็ไม่มีใครข้างกายสักคน

มันไม่เคยมีจริงๆนะ

หรือว่าอาจจะเคยมี แล้วเสียมันไปแล้วก็ได้...

พอเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า มีเพื่อนที่ฉันรักและรักฉันจริงๆสักคนมั้ย

ภาพของแต่ละคนที่ปรากฎขึ้นมาในความคิด

มันอาจจะมีเรื่องที่มีความสุข มันอาจจะมีเรื่องที่เสียใจ หรือมันอาจจะไม่มีทั้งสองอย่าง

แต่ว่าความรู้สึกที่ยังจำได้ก็คือ ยังหวังดีกับเพื่อนที่ฉันรักทุกคน

ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน

บางทีเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวมันเลยอดคิดไม่ได้ว่า ฉันเป็นเพื่อนที่ไม่ดีพอหรือเปล่า...

หรือฉันกำลังพยายามทุ่มเทที่ใครคนใดคนหนึ่งจนเกินไปหรือเปล่า...

แต่สุดท้ายแล้วฉันไม่รู้สึกว่าได้รับความรักจากใครกลับมาเลย...

ฉันคงคาดหวังมากเกินไป

ฉันควรเอาใจที่ทุ่มให้คนอื่นมาให้กับพ่อแม่มากกว่า

ฉันพยายามทำให้คนรอบข้างมีความสุขและรักฉัน

แต่ฉันไม่ได้ทำให้พ่อแม่มีความสุขสบายเลย

สุดท้ายแล้วก็มีแต่พวกเค้าที่รักฉันจริงๆ


นั่นเป็นส่ิงที่ฉันเชื่อจนสุดหัวใจ

みんな生きてる...

ตรงถนนระหว่างสะพานพระรามเจ็ดไปถึงแยกวงศ์สว่างจะมีตึกแถวอยู่เป็นระยะๆ

มีตึกร้างอยู่ห้องนึง มีบันไดสามขั้นอยู่หน้าทางเข้าที่ปิดตายไว้
ตรงนั้นมีคุณตานอนอยู่ให้เห็นทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน

บางวันเห็นเขานอนอยู่คนเดียว
บางวันเห็นเขากับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ทราบว่าเป็นภรรยาหรือลูก
แต่ว่าผู้หญิงคนนี้คอยดูแลคุณตาอยู่ตลอด

บางครั้งเห็นเขานั่งกินข้าวกัน
บางครั้งเห็นคุณป้านั่งขัดเท้าของคุณตาคนนั้น

ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นตรงบันไดสามขั้นหน้าตึกร้างนั่นเอง...
เราไม่รู้ที่มา-ที่ไปของคนสองคนนี้
แต่พอเห็นแล้วมันรู้สึกเศร้าใจบอกไม่ถูก

ทุกคนต่างก็กำลังใช้ชีวิตของตัวเองกันอยู่...
ชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
ทุกครั้งที่เรามองดูผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตก็จะเกิดความคิดนี้ขึ้นมา
อาจคงเพราะเรามองด้วยสายตาของคนนอกก็ได้
มันจึงผ่านมา สะกิดใจ แล้วก็ผ่านไป
แต่ภาพที่เห็นวันนี้คงติดในสมองเราไปอีกนาน

ทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่...แล้วก็จะสูญไปในสักวัน
แล้วขณะที่เราใช้ชีวิตอยู่นี่...

เราทำชีวิตให้มีค่า...ด้วยการเสียสละกันบ้างรึเปล่า?

เหมือนคุณป้าที่นั่งดูแลคุณตาที่บันไดหน้าตึกร้างคนนั้น

มันทำให้เรานึกขึ้นมาทันทีว่า...


เราดูแลคนที่เรารักดีพอหรือยัง?

| Home |


 Home  » Next page